เอเชีย ฟุตบอลไทย

TRIBE TALK : “อินซ์ เชาว์วัฒน์” สถานีต่อไป “เซเรโซ โอซาก้า”

กลายเป็นกระแสในตลาดซื้อขายนักเตะอีกครั้ง หลังจากแข้งไทยพาเหรดกันหอบสตั๊ด ไปล่าความฝันอาชีพค้าแข้งในลีกญี่ปุ่น ในซีซั่น 2018 ไม่ว่าจะเป็นธีรศิลป์ แดงดา ที่ไปอยู่ซานเฟรชเฟ ฮิโรชิมา, ธีราทร บุญมาทัน ที่จะย้ายไปซบวิสเซิล โกเบ

นอกจากที่เอ่ยมาข้างต้นแล้ว ก็ยังมีอีกรายที่เจรจากันตั้งแต่เดือนที่แล้วอย่าง “อินซ์”  เชาว์วัฒน์  วีระชาติ แข้งจากทัพกระต่ายแก้ว ที่ทีมเซเรโซ โอซาก้า สนใจเจรจา ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงเป็นนักเตะไทยรายที่หกไปค้าแข้งในเจลีก

ซึ่งในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ที่ทัพช้างศึก U23 มีโปรแกรมเตรียมตัวสู้ศึกอยู่ ณ ตอนนี้ อินซ์ ได้ตัดสินใจขอถอนตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากต้นสังกัดใหม่ได้ทำหนังสือเพื่ออยากให้ไปปรับตัวที่ญี่ปุ่ญในช่วงปรีซีซั่นนี้ โดยอินซ์จะเดินทางไปในอีก 4 วันข้างหน้า (12 มกราคม)

ทีมงานฟุตบอลไทรบ์ได้มีโอกาสพูดคุยกับมิดฟิลด์วัย 21 กะรัต ทั้งในเรื่องผลงานกับต้นสังกัดตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมไปถึงผลงานในทัพช้างศึก และการที่จะเป็นนักเตะไทยรายล่าสุดไปค้าแข้งในเจลีกปีหน้า

กด NEXT เพื่อติดตามอ่านต่อไป

“ดีใจที่ได้มีโอกาสได้ลงเล่นมากขึ้นและมีส่วนร่วมกับหลายๆแมตช์ที่ลงไป” เชาว์วัฒน์เริ่มพูดถึงภาพรวมในหนึ่งปีกับทีมบีจี ที่ได้รับโอกาสและโชว์ศักภาพได้มากขึ้น

“ทุกคนอบอุ่น เป็นกันเอง ส่วนเรื่องของการปรับตัวมาเล่นหญ้าเทียม ก็ไม่มีปัญหา เพราะเคยไปเก็บตัวที่หนองจอก เขาก็ให้เล่นหญ้าเทียม มันก็ไม่ยากที่จะปรับตัว”

จากเด็กที่เติบโตกับอะคาเดมีปราสาทสายฟ้า ถูกปล่อยเพื่อให้มีโอกาสได้ลงไปสัมผัสเกมมากขึ้น และอินซ์ก็สามารถโชว์ให้เห็น จากการลงสนามไป 25 นัด และยิงให้กับทีมไป 2 ประตู ทว่าเจ้าตัวกลับยังไม่พอใจฟอร์มกับตัวเองเท่าไหร่ในผลงานปีแรกกับต้นสังกัดใหม่

“ผลงานในปีนี้ก็ถือว่ายังไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะโอกาสการเล่นของเราอาจจะน้อยด้วย ฟอร์มการเล่นก็อาจจะดีบ้าง ตกบ้าง เราก็อยากเล่นให้สม่ำเสมอมากกว่า และค่อยมาประเมินฟอร์มการเล่นตัวเอง”

 

และเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เชาว์วัฒน์ ได้กลับมาถิ่นเก่า ช้าง อารีนา(ชื่อเดิม ไอโมบาย สเตเดียม) อีกครั้ง เพื่อลงเตะในศึก M-150 Cup กับทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี แม้จะพลาดไม่ได้รางวัล แต่ก็เหมือนเป็นการเตรียมตัวเพื่อศึกใหญ่กับฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้ายที่ประเทศจีนในปีหน้า

“กลับมาบุรีรัมย์ก็ยังอบอุ่นเหมือนเดิมเหมือนที่ผมอยู่มา 5-6 ปี บรรยากาศ แฟนบอล ทัวร์นาเม้นท์นี้เหมือนได้เรียนรู้คู่ต่อสู้เพื่อที่จะได้ไปแข่งในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งคู่แข่งที่เราเจอมาเขาก็สู้เต็มที่วิ่งไม่มีหมด”

“การร่วมงานกับโค้ชโซรัน เขาก็มีประสบการณ์สูง เขามาสอนในสิ่งที่เราไม่รู้ และมีแท็กติก ที่เราต้องปรับปรุงในเรื่องของเกมรับ เพื่อที่จะไปต่อกรกับทีมแนวหน้าของเอเชียให้ได้”

โดยในศึกชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้ายนั้น ถึงแม้ว่าอินซ์จะต้องถอนตัวเนื่องจากต้นสังกัดใหม่ต้องการให้ไปเก็บตัวในช่วงปรีซีซั่น แต่การไทยจะต้องมาเจอกับญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือ ที่เคยอยู่ร่วมสายในศึก M-150 Cup ส่วนอีกทีมเป็นปาเลสไตน์ ก็มองว่าเป็นงานที่ไม่ยากสำหรับช้างศึกเลย

“ก็เหมือนเตรียมตัวแล้วกับทัวร์นาเม้นท์ที่ผ่านมา โค้ชเขาก็บอกว่าเราอาจจะได้อยู่กันยาวๆเลยสองเดือน มันก็เป็นการปรับตัวเตรียมทีมไปด้วย ซึ่งโค้ชก็บอกแล้วว่าทัวร์นาเม้นท์นี้อาจจะไม่หนักมาก แต่ช่วงก่อนจะไปชิงแชมป์เอเชียอาจจะมีซ้อมที่หนักมากขึ้นกว่าเดิม”

“ส่วนทีมที่จะเจอ ผมมองว่าไม่ว่าอยู่สายไหน มันก็งานหนักหมดครับ มันอยู่ที่นักเตะ ระบบทีม ความเข้าใจกับแท็กติก มากกว่า”

โดยในฤดูกาล 2018 ที่จะถึงนี้ อินซ์จะกลายเป็นนักเตะไทยรายที่หกที่ได้ลงเล่นในเจลีก ต่อจาก สิทธิโชค ภาโส, ชนาธิป สรงกระสินธ์, จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์, ธีรศิลป์ แดงดา และธีราทร บุญมาทัน  หลังย้ายไปร่วมทัพ เซเรโซ โอซากา ซึ่งเจ้าตัวก็พร้อมคว้าโอกาสทองในครั้งนี้ และตั้งใจจะโชว์ศักยภาพออกมาให้เต็มที่

“ถ้าถามว่ากลัวไหมกับการไปค้าแข้งต่างแดนครั้งแรก มันไม่สามารถบอกได้ เพราะนี่เป็นโอกาสครั้งแรกของเรา ซึ่งเราต้องไม่กลัว เพราะนี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวในชีวิตเลยก็ได้ที่จะได้ไป ถ้าเรามัวแต่กลัวมันก็ก้าวผ่านจุดนี้ไม่ได้ ก็พร้อมที่จะเจอทุกปัญหาที่จะไปเจอที่โน่นและจะผ่านไปให้ได้”

การย้ายไปครั้งนี้ เจ้าอินซ์อาจจะต้องไปไต่ระดับการเล่นในทีมชุด U23 ในศึก เจ3ลีก ก่อน เหมือน “ไอซ์” จักรกฤษณ์ เวชภิรมย์ จากการเล่นทีม U23 ให้กับเอฟซี โตเกียว จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ยิงประตูได้ในเจลีกสำเร็จ เพื่อเก็บประสบการณ์ให้พอที่จะขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้

“ตัวผมมีปรึกษาบ้างกับ ไอซ์ก็บอกนะว่ามันยากที่จะพูด เราต้องไปเจอเองมากกว่า แต่ละที่ แต่ละสโมสรเป็นยังไง เราจะเข้ากับเขาหรือปรับตัวได้แค่ไหน”

“ตอนนี้ต่อให้ผมได้ไปเล่นในเจ3ก่อน ผมก็ยินดีที่จะไป เพราะมันเป็นโอกาสแรกในการไปค้าแข้งต่างประเทศในชีวิตของผม ถ้าผมผลงานดี เขาอาจจะให้เราอยู่ต่อ ซึ่งมันต้องไต่ไปทีละระดับ เราไม่สามารถก้าวกระโดดได้เหมือนพี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) ที่ไปติดชุดใหญ่เลย ไม่อยากให้คาดหวังว่าเราจะได้เล่นในลีกสูงสุด ตั้งเป้าไว้ขอให้มีโอกาสได้เล่นเจลีก”

“แน่นอนว่าเจลีกเป็นลีกระดับต้นๆของเอเชีย และมีคนไทยได้ไปเล่นถึงสามคน ผมมองว่าเป็นโอกาสดีที่คนไทยว่าทีมในเจลีกจะหันมามองนักเตะไทย เข้ามาดึงตัวไปร่วมทีม และเป็นผลดีต่อทีมชาติด้วย ที่จะช่วยยกระดับทีมชาติและบอลลีกให้สูงขึ้น ผมก็จะทำให้เต็มที่ และโชว์ศักยภาพให้เห็น เพื่อให้เปิดโอกาสนักเตะไทยคนอื่นๆด้วย”

“สุดท้ายฝากติดตามเชียร์และให้กำลังใจ ผมก็จะทำให้เต็มที่ และดีที่สุด ทั้งในนามสโมสรและทีมชาติครับ” เชาว์วัฒน์ กล่าวปิดท้ายกับทีมงานฟุตบอลไทรบ์ ไทยแลนด์