บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดรังถล่มเอาชนะ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่เพิ่งประเดิมโค้ชคยใหม่อย่าง ราโดวาน เคอร์ซิช ไปขาดลอย 4-0 ในเกมฟรายเดย์ไนท์ ของศึกโตโยต้า ไทยลีก โดยได้ประตูจาก ยู จุนซู ที่โขกประตูเบิกร่องก่อนที่ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต จะเหมาคนเดียวสองลูก ปิดท้ายที่ กรกช วิริยิอุดมศิริ ที่ซัดฟรีคิกเข้าไป และนี่คือ 5 ประเด็นที่น่าสนใจหลังเกมนี้
กดลูกศรทางด้านขวาเพื่อร่วมติดตามไปกับเรา
พังงานเปิดตัวโค้ชใหม่กิเลน
ก่อนที่จะรับงานคุมทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ราโดวาน เคอร์ซิช กุนซือคนใหม่ที่มีดีกรีเป็นถึงโค้ชทีมชาติเซอร์เบีย น่าจะรู้ดีกว่าเขาจะต้องเจองานหนักในถิ่นเอสซีจี สเตเดี้ยม เพราะทีมกิเลนผยอง เสียนักเตะตัวหลักไปค้าแข้งในต่างแดนพร้อมกันหลายคนทำให้ผลงานของทีมเป็นอย่างที่เห็น ในตอนแรกก่อนที่จะรับงาน และในเกมนี้ที่เขามีเวลาเตรียมทีมแค่ 3 วัน น่าจะเป็นการตอกย้ำที่ดีแล้ว ซึ่ง โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือคนบ้านใกล้เรือนเคียงของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดการรับน้องใส่โค้ชชาวมอนเตเนโกรอย่างหนักหน่วง และทำให้ ราโดวาน เคอร์ซิช ต้องเสียสถิติพ่ายแพ้ในการคุมทีมเป็นครั้งแรก ถือว่าเป็นการพังงานเปิดตัวกุนซือคนใหม่ของกิเลนผยองชนิดย่อยยับแบบไม่มีชิ้นดี
ฤดูกาลที่อยากจะลืม
แม้ว่าจะยังไม่ทันผ่านถึงครึ่งทางดี แต่ในฤดูกาลนี้ แฟนบอล เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด น่าจะอยากลืมอะไรหลายๆอย่างกับผลงานของทีม อาทิ การที่พวกเขาพ่ายแพ้เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ในเกมที่บุกไปพ่ายทีมน้องใหม่อย่าง ประจวบ เอฟซี ด้วยสกอร์ 6-1 และนำมาซึ่งการแยกทางของ ธชตวัน ศรีปาน กุนซือที่เคยพาพวกเขาคว้าแชมป์ และหลังจบเกมที่บุกไปพ่าย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-0 น่าจะเป็นอีกเกมที่แฟนบอลกิเลนอยากที่จะลืมเลือน เพราะนี่คือเกมที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับคู่ปรับตลอดกาลเยอะที่สุดจากการที่ดวลกันมาทั้งหมด 27 นัดก่อนหน้านี้ และเพิ่มสถิติให้เป็น บุรีรัมย์ เอาชนะเมืองทอง ได้เป็นเกมที่ 13 อีกด้วย โดยมีผลเสมอ 10 นัดและแพ้ 4 นัด
สถิติเกมฟรายเดย์ไนท์ที่ยากจะทำลาย
ก่อนหน้านี้ เกมนี้ไม่ได้ถูกวางโปรแกรมให้เป็นเกมของค่ำคืนวันศุกร์ แต่หลังจากการที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก และจะมีโปรแกรมเกมนัดถัดไปในวันที่ 8 พฤษภาคมในบ้านของพวกเขา ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกมนี้มาเล่นในค่ำคืนวันศุกร์ ซึ่งได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกฝ่าย เพื่อให้บุรีรัมย์มี เวลาเตรียมตัวเพิ่มอีก 1 วัน และในเกมนี้ก็ยังได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆ แม้ว่าที่ผ่านมาสถิติของแฟนบอลในไทยลีกจะค่อนข้างซบเซาแฟนบอลแต่ละสนามน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแมตช์ที่เตะในวันธรรมดา แต่ไม่ใช่กับเกมนี้ เพราะว่า มีผู้ชมเกมถึง 30,011 คนสร้างสถิติแฟนบอลเข้าชมเกมสูงที่สุดในไทยลีกซีซั่นนี้ และยังเป็นสถิติผู้ชมเยอะที่สุดในเกมของค่ำคืนวันศุกร์ที่ยากจะทำลายลงด้วย
การค้นพบตำแหน่งใหม่ของศศลักษณ์
ในเกมนี้ นอกจาก ดิโอโก หลุยส์ ซานโตที่โชว์ฟอร์มเป็นพระเอกรับบทพังคนเดียวสองประตู แล้ว หนึ่งในแข้งที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น ในการป่วนเกมทางริมเส้นของเมืองทอง คือ ศศลักษณ์ ไหประโคน ที่ถูกโบซิดาร์ บันโดวิช จับมายืนตำแหน่งแบ็กขวาแทนที่ของ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่ได้รับบาดเจ็บ จนลงช่วยทีมไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตแข้งแบงค็อก ยูไนเต็ด เคยเล่นตำแหน่งกราบขวามาบ้างกับทีม แบงค็อก และในทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี แต่ในระยะหลัง ที่ถูกจับมายืนตำแหน่งตรงนี้ตั้งแต่เกมโตโยต้า ไทยลีก 2018 นัดที่ 10 ที่เปิดบ้านเอาชนะ การท่าเรือ เอฟซี 3-1 รวมถึงนัดล่าสุดที่ทำแอสซิสต์ประตูชัย ช่วยให้ “ปราสาทสายฟ้า” บุกเอาชนะ เจจู ยูไนเต็ด ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 จนเขาได้โอกาสอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นการค้นพบใหม่ๆ ของบุรีรัมย์ ในการโยกย้ายตำแหน่งนักเตะ ไม่แน่ว่าถ้ายังทำได้ดีต่อเนื่อง บางทีเจ้าของตำแหน่งตัวจริงอาจจะมีร้อนๆหนาวๆเมื่อฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง
เพิ่มความมั่นใจก่อนศึกใหญ่
หลังจบเกมนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีเกมสำคัญรออยู่คือการเปิดบ้านพบกับ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ ทีมแกร่งจากเกาหลีใต้ ในศึกเอเอฟซีแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งการเอาชนะ คู่ปรับอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มาได้ด้วยสกอร์ที่ขาดลอย 4-0 น่าจะเป็นการเพิ่มความมั่นอกมั่นใจให้กับบรรดานักเตะภายในทีมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหัวหอกตัวความหวังชาวแซมบ้าของพวกเขาอย่าง ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ที่ทำแสบกับ เมืองทอง ครั้งแล้วครั้งเล่า และในเกมนี้เขาซัดคนเดียวสองประตูจากลูกฟรีคิก 1 และจากลูกโอเพ่นเพลย์อีก 1 รวมไปถึงผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆที่ต่างทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และน่าจะช่วยเรื่องความมั่นใจให้พวกเขาก่อนเกมสำคัญ