ฟุตบอลอาเซียน TRB FEATURE

TRIBE BEST : 10 ยอดแข้งลูกครึ่งแห่งอาเซียน

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีนักเตะประสบความสำเร็จในเส้นทางค้าแข้งลูกหนังอาชีพ และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นนักเตะลูกครึ่งที่เลือกถือสัญชาติเป็นชาวอาเซียนที่ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักให้กับสโมสรที่สังกัดและมีโอกาสลงเล่นให้ทีมในยุโรป อีกทั้งยังมีหลายคนที่เป็นแกนหลักให้ทีมชาติชุดใหญ่ และนี่คือ 10 ยอดแข้งลูกครึ่งแห่งอาเซียน

กด Next เพื่ออ่าน

นาโช อินซา (มาเลเซีย-สเปน)

กองกลางวัย 31 ปี เติบโตบนเส้นทางลูกหนังกับทีมเยาวชนของบาเลนเซีย สโมสรชื่อดังในเมืองที่เขาถือกำเนิด และครั้งหนึ่งเคยได้โอกาสไต่เต้าขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่ในศึกลาลีก้า 1 นัด เมื่อฤดูกาล 2006-07 ก่อนจะโยกไปค้าแข้งให้กับสโมสรน้อยใหญ่ในแดนกระทิงดุ ทั้งเออิบาร์, บียาเรอัล,เซลต้า บีโก้ ฯลฯ กระทั่งฤดูกาล 2017 มิดฟิลด์รายนี้ตัดสินใจโยกมาค้าแข้งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับตัวเขาในฐานะชาติบ้านเกิดของคุณยาย นำมาสู่การได้โอกาสถือสัญชาติมาเลย์

ปัจจุบันเขายังคงเป็นขุมกำลังสำคัญให้ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม สโมสรแรกในแดนเสือเหลือง จากผลงานเด่นทั้งการพาเสือร้ายแห่งแหลมมลายูคว้าแชมป์ลีกและบอลถ้วยในปี 2017 และกลายเป็นใบเบิกทางให้นาโชก้าวขึ้นมาติดทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2018 เรียบร้อย

สเตฟาโน ลิลิปาลีย์ (อินโดนีเซีย – ฮอลแลนด์)

ห้องเครื่องลูกครึ่งดัตช์-อินโด เนื่องจากมีคุณพ่อเป็นคนอินโด ส่วนคุณแม่ถือสัญชาติดัตช์ ซึมซับเส้นทางฟุตบอลอาเชีพในลีกแดนกังหันลมมาตั้งแต่สมัยเยาวชน ก่อนก้าวมาเล่นอาชีพหนแรกกับเอฟซี อูเทร็คซ์ เมื่อฤดูกาล 2010 ก่อนจะเริ่มสร้างชื่อของตัวเองกับสโมสร อัลเมเร ซิตี้ ทีมในลีกรอง จากสถิติลงสนามมากถึง 39 เกมตลอด 2 ซีซัน กระทั่งโยกไปค้าแข้งในแผ่นดินเอเชียกับคอนซาโดเล ซัปโปโร รวมถึงเปอร์ซิยา จาการ์ต้า ก่อนจะกลับมาโลดแล่นในดินแดนอัศวินสีส้มอีกครั้งกับ เทลสตาร์ และ คัมเบียร์ จนถึงฤดูกาล 2017 ตัวรุกฟรีคิกเด่นรายนี้ตัดสินใจกลับมาค้าแข้งในดินแดนอิเหนาอีกครั้งกับบาหลี ยูไนเต็ด ซึ่งจากประสบการณ์ค้าแข้งโชกโชน ทำให้เขาเป็นแกนหลักให้ทีมมาจนถึงซีซันปัจจุบัน

ลิลิปาลีย์เลือกถือสัญชาติอินโดตามบิดา ซึ่งจากโอกาสลงเล่นให้ทัพการูด้า แข้งวัย 28 ปีมีสถิติติดทีมมาตั้งแต่ปี 2013 ถึงตอนนี้เขามีชื่อลงเล่นให้ทีมไปแล้ว 12 นัดกับอีก 2 ประตู

ฟิล ยังฮัสแบนด์ (ฟิลิปปินส์ – อังกฤษ)

กองหน้าเจ้าของสถิติติดทีมชาติและยิงประตูสูงสุดในนามทีมชาติฟิลิปปินส์ (95 นัดกับ 48 ประตู) ทั้งยังมีดีกรีเป็นถึงอดีตเด็กสร้างของเชลซี  แม้จะมีโอกาสลงสนามให้สิงโตน้ำเงินครามเพียงตัวสำรอง ทว่าดาวยิงวัย 30 ปีก็อยู่ค้าแข้งกับสิงห์บลูมากถึง 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจกลับมาค้าแข้งในดินแดนที่เขาถือสัญชาติ กับทั้ง ซาน เบด้า เรดส์ ไลออนส์, โลโยลา เอฟซี, เมรัลโค มะนิลา รวมถึงต้นสังกัดปัจจุบันอย่าง ดาเวา อกิลลาส นับรวมแล้วกับโอกาสการลงสนามในลีกฟิลิปปินส์ ยังฮัสแบนด์ผู้น้องถล่มประตูมากถึง 87 ลูกเลยทีเดียว

 

ชาริล ชัปปุยส์ (ไทย – สวิตเซอร์แลนด์)

อดีตกองกลางผู้เคยพาทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ซิวแชมป์เวิลด์คัพ U17 ทั้งยังเคยมีข่าวกับยูเวนตุสมาแล้วก่อนจะตัดสินใจโยกมาแข้งในเมืองไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมารดากับทีมยักษ์ใหญ่นาม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตาม แข้งรูปหล่อรายนี้มีปัญหาอาการเจ็บรบกวน กลายเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ยึดตัวจริงไม่ได้ ก่อนถูกขายให้สุพรรณบุรี เอฟซี ในเวลาต่อมา

ดูเหมือนหนังม่วนเดิมจะยังคงอยู่กับชัปปุยส์ หลังจากที่เวลาเกือบ 3 ปีครึ่งของเขาวนเวียนไปกับอาการเจ็บ กระทั่งถูกเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ดคว้ามาร่วมทีมกระทั่งซีซันปัจจุบัน ส่วนผลงานในทีมชาติ ชาริลมีชื่อในนามช้างศึกชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2013 และมีอยู่สานความสำเร็จกับทีมชาติไทยทั้งการคว้าแชมป์ซีเกมส์ 1 สมัย อันดับ 4 เอเชียนเกมส์ ตลอดจนแชมป์ซูซูกิคัพ 2 สมัย

มิชาล เหงียน (เวียดนาม – สาธารณรัฐเช็ก)

ดาวเตะสารพัดประโยชน์ในแนวรับเคยเล่นฟุตบอลอาชีพในลีกรองของเช็ก ประเทศบ้านเกิดของคุณแม่กับทีม บานิค โมสท์ เมื่อปี 2009 ก่อนจะย้ายมาค้าแข้งในลีกเวียดนาม แผ่นดินเกิดของคุณพ่อร่วมกับทีมยักษ์ใหญ่ของลีกอย่าง บีคาเม็กซ์ บินห์เดือง ในปี 2015  ก่อนจะย้ายมาร่วมทีม แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ในฤดูกาล 2018 โดยในขณะนี้ก็เริ่มมีบทบาท และได้ัลงเล่นไปแล้ว 3 จาก 5 เกม

ส่วนผลงานในระดับทีมชาติ ดาวเตะวัย 28 ปี เลือกเล่นให้ทัพดาวทอง และครั้งหนึ่งเขาเคยติดทีมชาติเวียดนามในเกมที่ทีมชาติไทย เฉือนเอาชนะ ทีมชาติเวียดนาม 1-0 ในรายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก กลุ่ม เอฟ เมื่อปี 2015

กีโก อินซา (มาเลเซีย – สเปน)

น้องชายในสายเลือดของนาโช เคยผ่านประสบการณ์ค้าแข้งมาอย่างโชกโชนในระดับทวีปยุโรป ไม่ว่าจะเป็น  สเปน, เบลเยียม, เยอรมัน, ไอซ์แลนด์, ลัตเวีย ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาเล่นในละแวกอาเซียนกับสโมสรอาเรมา เอฟซี และ บาหลี ยูไนเต็ด กระทั่งเลือกโยกมาเล่นในลีกตามสัญช่าติที่ตัวเขาถือครองกับสโมสร ปะหัง เอฟเอ จากนั้นปี 2018 เมื่อไทยลีกเปิดโอกาสให้ทุกสโมสรมีโควตาอาเซียนในทีม และโชคชาตะพาเขามาอยู่กับบางกอกกล๊าส เอฟซี และพร้อมจะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

ขณะที่ผลงานในทีมชาติมาเลยเซียก็ถือว่าโดดเด่นไม่น้อย เพราะทันทีที่เจ้าตัวโยกมาเล่นในแดนมาเลย์ เขาได้รับโอกาสติดทีมชาติทันที และในขณะนี้อินซาผู้น้องมีสถิติติดทีมไปแล้ว 4 เกมด้วยกัน

เควิน ดีรมรัมย์ (ไทย – สวีเดน)

ลูกครึ่งวัย 20 กะรัต เคยมีดีกรีเคยไปติดทีมชาติสวีเดนชุดเยาวชนมาแล้ว ในรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี และ 19 ปี แถมยังเคยเป็นเด็กสร้างของสโมสรเยอร์กาเดนส์ ในลีกสวีเดน และแวร์เดอร์ เบรเมน มีโอกาสย้ายมาเล่นในเมืองไทยหนแรกกับราชบุรี มิตรผล เอฟซี หลังเอเยนต์เผยถึงพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของวงการลูกแผ่นในประเทศบ้านเกิดของมารดา

เพียงซีซันแรกบนไทยลีก เควินโดดเด่นกับทัพราชันมังกรถึงขั้นก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักในแผงเกมรับฝั่งซ้ายของทีม แถมยังมีโอกาสเบิกสกอร์แรกให้ทีมได้ในเกมถล่มซุปเปอร์ พาวเวอร์ 6-2 พร้อมกับสถิติแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 7 ครั้ง โดย 6 จาก 7 ครั้งเป็นการเปิดจากลูกโอกาสเพลย์ นำมาซึ่งการถูกมิโลวาน ราเยวัช เรียกขึ้นไปติดทีมชาติชุดใหญ่ รวมถึงการเป็นหนึ่งในขุนพลช้างศึก U23 คว้าเหรียญทองซีเกมส์ครั้งที่ 29 ปัจจุบันเขาถูกดึงมาอยู่ในถิ่นแพท สเตเดียมกับทีมการท่าเรือ และเพิ่งมีชื่อติดทีมชาติไทยลุยคิงส์คัพ ครั้งที่ 46 อีกด้วย

อิรฟาน บัคดิม (อินโดนีเซีย – ฮอลแลนด์)

แนวรุกสารพัดประโยชน์เติบโตมากับระบบลูกหนังอาชีพของอาแย็กซ์ ก่อนจะได้โอกาสลงเล่นเกมลีกอาชีพหนแรกกับเอฟซี อูเทร็คซ์, ฮารร์เล็ม และ เอสวี อาร์กอน สองทีมในลีกล่าง ก่อนจะตัดสินใจย้ายไปเล่นในบ้านเกิดของบิดาบ้างกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง เปอร์เซมา มาลัง จนฟอร์มการเล่นไปเตะตาชลบุรี เอฟซี คว้าตัวมาร่วมทีมเมื่อปี 2013

จากนั้นโชคชาตะพาบัคดิมก้าวไปเล่นในเวทีเจลีกกับทั้งเวนท์โฟเรต์ โคฟุ และ คอนซาโดเล ซัปโปโร หลังไม่ประสบความสำเร็จกับฉลามชล ก่อนจะกลับมาอยู่ในแผ่นดินอิเหนาคำรบสองกับบาหลี ยูไนเต็ด เรื่อยมาจนปัจจุบัน และเนื่องจากประสบการณ์ค้าแข้งต่างแดนโชกโชน ส่งให้กองหน้ากึ่งปีก ทำให้เขามีชื่อติดทัพการูด้า มาตั้งแต่ปี 2010 และจะไม่มีโอกาสลงเล่นต่อเนื่อง ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บ แต่ก็ถือเป็นแข้งขวัญใจแฟนบอลอินโดอยู่เสมอ

นีล เอเธอริดจ์ (ฟิลิปปินส์ อังกฤษ)

นายด่านผู้มีพ่อเป็นคนอังกฤษ แม่เป็นฟิลิปปินส์เริ่มการเล่นฟุตบอลหนแรกในตำแหน่งศูนย์หน้า ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นผู้รักษาประตูเรื่อยมากระทั่งฟอร์มไปถูกใจแมวมองเชลซีจนได้เข้าสู่อะคาเดมี่เมื่ออายุ 12 ก่อนจะโยกมาเซ็นสัญญาอาชีพกับทีมคู่ปรับอย่างฟูแล่ม ก่อนจะถูกปล่อยให้หลายสโมสรยืมตัวเพื่อหาประสบการณ์ทั้งลีเธอร์เฮด,​ ชาร์ลตัน, บริสตอล โรเวอร์ส และครูว์ อเล็กซานดร้า แต่ไม่เคยได้เล่นในเกมอย่างเป็นทางการเลย จนกระทั่งถูกปล่อยตัวออกมา

จากนั้นเอเธอริดจ์เริ่มแจ้งเกิดโอกาสเฝ้าเสาในแดนผู้ดี เมื่อวอร์ซอล ให้โอกาสเขาเป็นตัวจริง พกสถิติ 2 ฤดูกาลเฝ้าเสาให้ทีมไป 81 เกม และฟอร์มเซฟไปเข้าตา คาร์ดิฟฟ์ ซิตี ดึงมาเสริมหลังบ้านต่อในปี 2017 จากนั้นโกลวัย 28 ปีก็กลายมาเป็นมือหนึ่งให้บลูส์เบิร์ดเรื่อยมาจนปัจจุบัน แถมยังมีลุ้นพาทีมเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในซีซันหน้าอีกด้วย

ส่วนโอกาสในนามทีมชาติ เอเธอริดจ์ ติดทีมชาติฟิลิปปินส์มาตั้งแต่ปี 2008 โดยปัจจุบันมีสถิติติดธงไปแล้ว 56 เกม

ทริสตอง โด (ไทย – ฝรั่งเศส)

ดาวเตะลูกครึ่งที่มีคุณพ่อเชื้อสายไทย-เวียดนาม และมีคุณแม่เป็นชาวฝรั่งเศส เริ่มมีบทบาทเด่นในอาชีพนักเตะหลังจากที่ได้โอกาสลงเล่นให้อฌักซิโอ้ ในฤดูกาล 2013-14 ก่อนจะถูกดึงมาเล่นในดินแดนบ้านเกิดของบิดาร่วมกับบีอีซี เทโร ศาสน และเริ่มฉายแววเด่นในตำแหน่งการเล่นใหม่อย่าง แบ็คขวา จนก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม เขาถูกเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าไปร่วมทีมต่อในฤดูกาล 2016 และอยู่ประสบความสำเร็จกับกิเลนผยองผ่านผลงานคว้าแชมป์ลีก 1 สมัย แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย ฯลฯ

ส่วนผลงานในนามช้างศึก โดถูกเรียกติดธงมาตั้งแต่ปี 2015 ในยุคของเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และครั้งหนึ่งก็เคยคว้าเหรียญทองซีเกมส์กับทีมชุด U23 รวมถึงแชมป์คิงส์คัพ และซูซูกิ คัพ ในปี 2016 มาแล้ว