

เส้นทางของนักเตะไทยคนหนึ่งขึ้นไปสู่ทีมสำรองลีกเยอรมันด้วยวัยแค่ 18 ปี และนั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าอนาคตของศุเมธีค่อนข้างสดใส แต่ทำไมเขาจึงตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ ดุสเซลดอร์ฟ รวมถึงปัดข้อเสนอทีมอื่นๆในแดนเบียร์ และย้ายมาอยู่กับทีมรองแชมป์โตโยต้า ไทยลีกฤดูกาลก่อนแทน
“เส้นทางการขึ้นเล่นชุดใหญ่ยากครับ เพราะถ้าเล่นแค่ทีมสำรองก็จะไม่เติบโต อีกอย่างมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บเข่าด้วย คือทาง ฟอร์ทูน่า ให้ผ่าตัดตอนช่วงจบฤดูกาล แต่ผมไม่รอ และตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับทีมกลับมาผ่าเข่าที่ไทยเมื่อเดือน เมษายน ซึ่งจริงๆก่อนจะมาที่นี่ ก็มีทีมจากดิวิชั่น 3 ของเยอรมันยื่นข้อเสนอเข้ามาครับ รวมถึงทาง ฟอทูน่า ก็อยากต่อสัญญากับผม”

หลังจาก “โก้”เข้ามาซ้อมกับต้นสังกัดใหม่ เขากลับรู้สึกชอบสไตล์การเล่นของทีมจากไทยที่เน้นการต่อบอลมากกว่าทีมจากเยอรมันที่มักใช้บอลยาวซะส่วนใหญ่ รวมถึงระบบการจัดการภายในทีมของไทยกับเยอรมันก็ไม่ค่อยแตกต่างกัน ยิ่งได้ มาโน โพลกิ้ง กุนซือชาวเยอรมันยิ่งทำให้เขาปรับตัวได้ไม่ยาก
“ก็ไม่ต่างกันมากครับ มีหมอนวดเยอะ โค้ชผู้รักษาประตูก็ดี และยิ่งคุยกับ “มาโน” ภาษาเดียวกันก็ยิ่งดีครับ คุยภาษาเดียวกัน เข้าใจง่าย”
“ที่เยอรมันเขาเน้นมากในการเล่นได้ทั้งสองเท้า ไม่ใช่แค่ผู้รักษาประตู แต่รวมถึงนักเตะทุกคนด้วย ที่นี่เล่นบอลสวยงามกว่า เน้นการต่อบอล แต่ที่เยอรมันจะเน้นบอลยาวและใช้พละกำลังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าของไทยดีกว่า เพราะผู้รักษาประตูก็เล่นง่าย เพราะว่าไม่เสียบอลง่าย เกมไม่เร็วมาก”
“ส่วนในทีมมีนักเตะเก่งๆหลายคนอยู่นะ ดราแกน (บอสโควิช),มาริโอ (ยูรอฟสกี้),มิก้า (ชูนวลศรี) และ แคมป์ (สรรวัชญ์ เดชมิตร) แต่คนนี้เขาไม่ค่อยวิ่ง คนนี้เป็นตาขี้คร้าน (ขี้เกียจ) (หัวเราะ)”